Coffee Talk

เตะบอลเดินสาย ครีเอทีฟไร้พอร์ต อาร์ตไม่ได้เรียน สู่ครีเอทีฟไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ 2 Gold Cannes Art Direction

เด็กเตะบอลที่ไม่ได้เรียนอาร์ต ไม่มีพอร์ต สู่ครีเอทีฟไทยคนแรกและคนเดียวที่คว้า 2 Gold Cannes สาขา Art Direction

โดย Achira · 15 ส.ค. 2569 · อ่าน 24 นาที
เตะบอลเดินสาย ครีเอทีฟไร้พอร์ต อาร์ตไม่ได้เรียน สู่ครีเอทีฟไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ 2 Gold Cannes Art Direction

ตอนผมคิดจะทำบทความสัมภาษณ์ชื่อ Coffee Talks ชื่อแรกที่ผมนึกถึงคือ “พี่ปิ๊ก โรจนะ ฉั่วสกุล” ผมคิดว่าถ้าพี่ปิ๊กเป็นคนแรกของซีรีส์นี้ คงพิเศษมากๆ

เพราะเรื่องราวของผู้ชายคนนี้มีคำว่า “คนแรก” เต็มไปหมด

ครีเอทีฟไทยคนแรกที่ได้ Grand Prix จาก Cannes Lions คนไทยคนแรกที่มีชิ้นงานโฆษณาที่ได้รางวัลเยอะที่สุดในโลก คนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ 2 Gold Cannes Lions ในหมวด ART DIRECTION

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าพี่ปิ๊กคือ เด็กอาร์ต” ที่จบศิลปะ แต่เลือกสร้างสรรค์งานอาร์ตผ่านโลกทุนนิยมแล้วสร้างตำนาน ให้ ART DIRECTOR ทั่วโลกจดจำ

เปล่าเลยครับ พี่ปิ๊กไม่เคยเรียน “อาร์ต” และสิ่งที่ทำให้ชีวิตได้พบพานกับงานโฆษณา คือฟุตบอลต่างหาก

“พี่ปิ๊กโตมายังไงอะครับ” ผมเริ่มคำถามแรกด้วยมุกสนุกๆ ล้อเลียนคำถามอินเทรนด์ของคอนเทนต์ช่วงนี้ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นคำถามเดียว และคำถามสุดท้ายของผมในบทสัมภาษณ์นี้ เพราะหลังจากคำถามนี้ พี่ปิ๊กก็เริ่มเล่ามหากาพย์การเดินทาง ที่ยาวนานและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ โอดิสซีย์ เลยละครับ

“ตอบแบบดาราเลยใช่มั้ย” พี่ปิ๊กตอบติดขำ สมเป็นรุ่นใหญ่ที่ไม่ยอมตกเทรนด์

พบรักที่เหมืองแร่

พ่อเป็นคนคุมเหมือง แม่ร่อนแร่ รักกันแล้วตกลงปลงใจมาปักหลักกันที่ภูเก็ต อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ พี่ ป้า น้า อาเยอะ ถึงภาพรวมครอบครัวจะเป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง แต่ด้วยความรักของญาติพี่น้อง ก็ทำให้พี่ปิ๊กได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับที่ดี

“พี่ได้รับการศึกษาดีๆ เพราะแม่รับจ้างเย็บผ้า ส่วนพ่อทำอาชีพอะไรก็ไม่รู้ แต่พี่มักเขียนในสมุดพกว่า ธุรกิจส่วนตัว” พี่ปิ๊กเล่าพร้อมรอยยิ้ม

THE PLAYMAKER

“1986 พี่ดูมาราโดน่าเล่นบอลโลก แล้วเฮ้ย อยากเตะบอลวะ” พี่ปิ๊กเริ่มเล่าจุดเริ่มต้น เค้าบอกว่า “อยากเตะบอล”

ก่อนจะขยายไป “บ้าบอล” แล้วฟุตบอลนี่แหละที่พาชีวิตผู้ชายคนนี้ไปไกลเกินกว่าที่ตัวเค้าเองจะคิดไว้

“เริ่มได้ไม่นานก็ติดทีมโรงเรียน ได้เล่นโค้กคัพตอนอายุ 15 ติดทีมเยาวชนแห่งชาติ ตอน 17 จนไปเจอเพื่อนอยู่หอวัง เห็นว่าเล่นเก่งก็ชวนลองไปคัดตัวหอวัง ตอน ม.6 สรุปได้ ย้ายจากภูเก็ตไปหอวัง 1 ปี ได้เป็นนักเตะเยาวชนให้ สโมสรทหารบก และ สโมสรราชประชา ตอน 19 ตอนเข้ามหาลัยก็ได้ทุนนักกีฬา”

ผมฟังแล้วคิดในใจว่า อย่างตึงเลยจาน ฮอตแบบนี้เค้าเรียก PLAYMAKER แต่ไม่ได้พูดออกไป

คนแรกของรุ่น

เล่าถึงตรงนี้ผมได้ยินคำว่า “คนแรก” ครั้งแรกของบทสนทนา “พี่ยังจำรหัสนักศึกษาพี่ได้เลย 39613001 เลข 3 คือสาขาโฆษณา ส่วน 001 คือพี่เป็นคนแรกของสาขาโฆษณามหาลัยหอการค้า”

พี่ปิ๊กบอกว่าติดหมดทุกมหาลัยที่ไปคัดตัว แต่ที่เลือกหอการค้าเพราะเป็นมหาลัยเดียวที่ให้เลือกเรียน

“มหาลัยอื่นเค้าบังคับเรียนคณะกีฬา เป็นครูพละอะมึง แบบพวกมึงนักบอลไง มึงต้องเรียนอันนี้ แต่ที่หอการค้าเค้าให้เลือก แล้วเราก็เคยได้ยินอะไรนิเทศๆ พีอาร์ โฆษณา อะไรไม่รู้หรอก รู้ว่าได้เตะบอลแล้วเรียนอะไรที่มันไม่ต้องท่องเยอะๆ”

ADVERTISING IS CALLING

ปี 1 ปี 2 ก็เตะบอลจริงจังกันไป เริ่มมาอินกับโฆษณาจริงๆ ก็ตอนปี 3 “ตอนนั้นมีอาจารย์พิเศษ มหาลัยก็เชิญเข้ามาสอน มีหลายคนมีพี่ลาภบุญ มีพี่ไมค์ วีรดิษฐ์ เค้าก็จะมาสอน มาเปิดงานให้ดู ยุคนั้นจะหาดูโฆษณายากมาก แต่มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า “Shots” ที่จะเอางานโฆษณาทั่วโลกมารวมไว้ แล้วก็มีพวกนิตยสารรวมงานจากคานส์ คือเค้าประกาศกันไปสองปีแล้วคนไทยเราเพิ่งได้ดูอะ แล้วมันมีสองงานที่เห็นแล้วมันเปิดโลกให้อินกับงานโฆษณาจริงๆ”

งานแรกคือ “The Mango” ของ Marcello Serpa คือ แม่งเป็นป้ายบิลบอร์ดอันแรกเป็นแพ็คไอติมเลยรูปมะม่วง ไอติมโง่ๆ เลย แล้วเขียน “The Mango” พอขับไปอีกนิดเจออีกป้าย มันจะเหลือแค่ไม้ไอติม แล้วเขียน Copy ว่า “Seed”

เชี่ยยย ผมอุทาน

“อีกงานคือมันมีต้นไม้ 2 ต้น แล้วพอเอียงเอาโคนมาชนกันแม่งกลายเป็นรูปปอด โอโห พี่แม่งแบบอาร์ตไดแม่งโคตรเจ๋ง คนนี้แหละไอดอล หลังจากนั้นพี่ตามงานเค้าตลอด ถ้านึกไม่ออกเค้าคือคนที่ปั้นรองเท้าธรรมดาให้ดังไปทั่วโลกชื่อ Havaianas”

นั่นคือครั้งแรกที่พี่ปิ๊กรู้จักชื่อ “Marcello Serpa”

ผมว่าถ้ามาราโดน่าคือคนเรียกให้พี่ปิ๊กเป็น PLAYMAKER คุณ Marcello Serpa นี่แหละที่เป็นคนเรียกให้พี่ปิ๊กเปลี่ยนชีวิตมาเป็น ART DIRECTOR

“งานที่สองคือ หนังขาวดำ มีภาพคน มีเพลง มีเสียงพูด แล้วจบด้วยคำว่า Think Different เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่ากูดูโฆษณาไม่เห็นโปรดักต์เลย แต่มันชี้นำความคิดคนได้จริงๆ ผ่านแบรนด์ สมัยนั้นมันมีแค่ 2 แบรนด์เลยนะที่ชี้นำความคิดคนได้ด้วยคำโฆษณา คือ Just Do It ของ Nike กับ Think Different ของ Apple นี่แหละ”


สตีฟ จ็อบส์ คืออีกชื่อที่ทำให้พี่ปิ๊กคลั่งและมี “ฝันที่อยากจะทำแบรนด์ Apple” ตั้งแต่วันนั้น

ROAD TO ART DIRECTOR

เล่ามาถึงตรงนี้ผมรอเลยว่าสถานีต่อไปครีเอทีฟแน่นอน “สรุปจบมาพอร์ตไม่มี คือโฆษณาที่หอการค้ามันก็จะกลางๆ เป็นแนวมาร์เกตติ้งอะไรก็ว่าไปมากกว่า ไม่ได้มีสอนอาร์ตไดอะไรที่มันลงลึกเลย พอร์ตไม่มี สมัครงานที่ไหนเค้าก็ไม่รับ พี่เลยกลับไปเตะบอลเดินสายที่ภูเก็ต”

“หักมุมจัด….” ผมพูดออกไป

“ก็เตะบอลไปเดินสาย ตัวตึงเล่นบางวัน 3 ที่ เงินดีเลย เตะอยู่ 2 ปี จนช่วงหลังๆ คือยืนรอบอลแล้ว เออมึงส่งบอลมาเดี๋ยวลากไปทำประตู คือมันหมดแล้วอะ ไม่มี Purpose ในการเล่นฟุตบอลแล้ว”

ได้ยินคำว่า “Purpose” ผมรู้เลยว่าต่อไปเราจะได้ฟังเรื่องครีเอทีฟแล้วแน่ๆ

“พอใจมันไม่อยู่ แล้วเพื่อนพี่ที่อยู่ Single Mind ใจเดียว โทรมาชวนลองไปยื่นพอร์ตอีกที ตอนนั้นกำลังจะเล่นบอลนัดชิงสุดท้าย แต่พี่เลือกออกลางคันเลย ขึ้นมากรุงเทพฯ เลย พอร์ตก็ยังไม่มีหรอกของเดิม แต่โอกาสมันมา เราไม่อยากเสีย เราก็ไป อย่างน้อยไปให้เค้ารู้จักอีกสักที”

“สรุปพี่ไม่ได้งานที่ Single Mind ใจเดียว อยู่ดีแต่ขึ้นมาแล้วมันก็ต้องลุยต่อ สมัยนั้นหนังสือพิมพ์ต่างๆ มันจะมีช่องประกาศหางาน มันมีพวกบริษัทเอเจนซี่ เราก็เห็นชื่อแบบ ประกิต แอดเวอร์ไทซิ่ง งี้ ใครมันจะไปกล้าส่ง แต่เห็นกรอบนึงเขียนชื่อบริษัทว่า การันตรี แล้วก็คิดว่าอันนี้ละวะลองดู”

ชื่อบริษัทนี้มันมาจากผู้ถือหุ้น 3 คนมีการันต์ทุกคน ก็เลยตั้งชื่อว่า “การันตรี” พี่ปิ๊กแวะเล่า Fun Fact ก่อนไปต่อ

“พี่ก็เอาเลยนั่งรถไปลงแถววังหิน เดินหาแถวนั้นเจอบ้านเช่าห้องแถว ติดป้าย การันตรี เข้าไปมีคนประมาณ 5 คน คือสภาพมันไม่น่าเรียกว่าเอเจนซี่อะ แต่สุดท้ายได้งานที่นี่ มีคนมาสมัครพร้อมกันก็เลยได้เป็นเพื่อนร่วมงานคนแรก”

“งานแรกที่ได้ทำเองจริงๆ เลยคือกล่องลูกกอล์ฟ Titleist เค้าจะไปคอลแลปกับโรงแรมอะไรสักอย่างพี่จำไม่ได้ แต่เป็นโจทย์แรกในชีวิตเลย เราก็เต็มที่ออกแบบเลย บรีฟมาเป็นกล่อง 3 ลูก Photoshop ก็ไม่ค่อยเป็น Layout ก็งูๆ ปลาๆ บรีฟมาสัก 8 หรือ 9 โมงนี่แหละ พี่ก็ทำมันทั้งคืน ทำแล้วก็ลองเอ้าใส่ลูกกอล์ฟไม่ได้ รื้อ ทำใหม่ ทำจนมันได้

ถึงเวลาไปขาย หัวหน้าก็ไม่บอกว่าขายกับฝรั่ง ต้องพูดอังกฤษมึนๆ ไป สรุปชอบเว้ย บอกว่าชอบมากเลย ซื้อ แต่ว่า… ยูเปลี่ยนให้มันเป็นกล่องที่ใส่ได้ 6 ลูกได้มั้ย พี่คิดในใจไอเหี้ย มันก็รื้อใหม่หมดสิวะ” พี่ปิ๊กเล่าพร้อมรอยยิ้ม

Single Mind ใจเดียว เกือบหลับแต่กลับมาได้

ระหว่างฟังเรื่องไปผมได้ยินชื่อ Single Mind ใจเดียว และ ชื่อพี่ลาภบุญบ่อย เพราะพี่ปิ๊กสัมภาษณ์ก็แล้วส่งพอร์ตก็แล้ว สองสามรอบไม่ได้เข้าไปทำงานสักที แต่คนเราถ้าไม่หยุดเสียก่อนมันก็คงต้องถึงสักวัน

“ช่วงนั้นเริ่มมีผลงานเริ่มได้ทำงานที่มันเป็นโฆษณาจริงๆ บ้างแล้ว ทาง Single Mind ใจเดียว เค้าก็ชวนว่าลองมาส่งพอร์ต ลองมาคุยกันอีกสักที เค้าให้โจทย์น้ำมันเครื่อง State 2T มาเราก็วาง Layout ไป สรุปมันสวย ก็ได้งานแล้วที่นี้”

“แล้วตอนได้งานเราไม่กล้าเรียกเยอะ พี่ลาภแกบอกพี่ให้เท่านี้เลย ที่ขอมามันจะพอแดกอะไรวะ เราก็เฮ้ยแฮปปี้ งานก็ได้ เงินก็ดี”

ผมกำลังอมยิ้มตาม แต่สำหรับนักเล่าความคิดอย่างพี่ปิ๊ก คงเห็นว่าผมเริ่มเคลิ้มฝัน เลยพากลับมาสู่โลกความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ

“แต่ทำไป 6 เดือน แม่งขายงานเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน คิดไปทีละ 20 ไอเดียปัดตกหมด จนท้อ คิดว่าหรือกูกลับไปเตะบอลเดินสายเลยวะ แต่ก็ได้พ่อนี่แหละที่พากลับมา”

“ถ้าปิ๊กหนีครั้งแรก ปิ๊กต้องหนีไปเรื่อยๆ” พี่โทรหาพ่อ พ่อตอบกลับมาสั้นๆ แค่นี้เลย แล้วพี่เลยสู้ต่อ

สุดท้ายพี่ปิ๊กก็ทำต่อไปจนได้ทำหนังโฆษณาตัวแรกกับแบรนด์ที่ทำให้ตัวเองได้เข้ามาทำงานที่ Single Mind ใจเดียว หนัง State 2T ที่เกือบไม่ผ่านเซ็นเซอร์ เพราะจับพี่สายเชียร์แก้ผ้า แต่กลับมาได้เพราะเซ็นเซอร์ไอนั่นด้วย “ช้าง”

“คือทำโมเสก ทำแถบดำพาดอะไรไม่ผ่านสักอย่าง บอกว่ามันชี้นำ สุดท้ายพี่ใส่ช้างแม่งไปเลย เซ็นเซอร์เห็นขำกันทั้งทีม บอกๆ เออๆ รอบนี้ให้ผ่าน” พี่ปิ๊กเล่าไปหัวเราะไปกับความทรงจำของหนังโฆษณาตัวแรกและเป็นตัวแรกที่ได้รางวัล TACT Awards ของเค้าซะด้วย

*งานประกวดและมอบรางวัลโฆษณายอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย

Orange Wall in Your Heart หนังที่เล่าแบรนด์มากกว่าโปรดักต์

รางวัลก็ได้ งานก็เริ่มเข้ามือ ไฟกำลังมา แต่วันนึงก็ถึงจุดเปลี่ยน “พี่ทำไปสักพัก พี่ลาภก็เสีย ตอนนั้นก็แบบเออ แต่เราก็ยังจะอยู่ช่วยที่นี่ต่อแหละ ช่วยเค้าอีกสักพัก ทำอยู่ 8 เดือน พี่เห็นโฆษณานึงจาก Orange ชื่อ Orange Wall in Your Heart เป็นหนังขาวดำ มีแค่ Text ขึ้นสลับกันสองฝั่ง แล้วเป็นเพลง ก่อนจบด้วย Copy ปิดท้ายเรื่อง มองย้อนกลับไปพี่ก็เออวะ เราแม่งอินหนังขาวดำวะ แล้วนี่คือการทำหนังที่มันเล่าแบรนด์มากกว่าโปรดักต์จริงๆ มันพูดแนวคิดอะ ไม่ได้ทำแค่การมาบอกว่าโปรดักต์ขายของ ร้อน เย็น เผ็ด หนาว ทั่วไป ความรู้สึกคืออยากทำงานและเรียนรู้กับครีเอทีฟที่คิดงานลึกซึ้งแบบนี้”

คนแรกที่ได้ B.A.D. Category Illustration

หลังสร้างผลงานได้ดีพี่ปิ๊กได้เข้าไปที่ J. Walter Thompson ทำงานกับพี่แดง ชูเกียรติ ครูทรงธรรม และแน่นอนเหมือนตับล็อคในมุกตลกคาเฟ่ พี่ปิ๊กสัมภาษณ์ไม่ผ่านในครั้งแรก แต่อีก 3 เดือนต่อมาพี่แดงก็โทรหาแล้วชวนมาคุยอีกที ครั้งนี้ไม่พลาด พี่ปิ๊กเข้าไปสร้างผลงานที่ J. Walter Thompson ด้วยการไปทำแคมเปญเปิดตัว “พรานทะเล” และเป็นคนแรกที่ได้รางวัลสาขาใหม่แกะกล่องของ B.A.D. ณ เวลานั้นคือ Illustration

“วันนั้นพี่นั่งทำ layout อยู่ออฟฟิศ พี่แดงก็บอก “เฮ้ย ปิ๊ก มางานแบดเปล่า” บอก “โห พี่ยังไม่เสร็จ” “เอ้ย ไม่เป็นไรพี่เลื่อน AE ให้แล้ว” “อ้าเหรอพี่ โอเค โอเคนะ เดี๋ยวผมรีบไป” เค้าก็ไม่บอกเรา เราก็ไปถึงสักพัก พอประกาศรางวัล เค้าบอก “เฮ้ย งานเอ็งอ่ะ ขึ้นไปรับ” คือเซอร์ไพรส์เรา พี่ก็ขึ้นไปรับรางวัล โห โคตรดีใจเลย”

ตามพี่แดงไปได้ Bronze ตัวแรกจาก Cannes

ทำอยู่ J. Walter Thompson ปีกว่า พี่ปิ๊กก็เลือกทิ้งเอเจนซี่ระดับโลกไปเริ่มใหม่กับเอเจนซี่เพิ่งเปิด โดยมีพี่แดง ชูเกียรติ ครูทรงธรรมเป็นผู้นำทีม

“จริงๆ พี่ก็เสียดายนะที่ออกจากเจ แต่รู้สึกว่ายังอยากเรียนรู้กับพี่แดงต่อ เราก็ตามเข้าไปอยู่ Bangkok Showcase ทำไป 3 ปี ได้คานส์ตัวแรก เป็นงาน i-mobile สมัยนั้นกล้องโทรศัพท์มันไม่มีหรอก 2 ล้านพิกเซล แต่มือถือรุ่นนี้มันใส่เข้าไป 2 ล้าน แล้วเราอยากพูดว่ากล้องโทรศัพท์มันชัดมาก ชัดจนกระทั่งหยิบชิ้นส่วนของสิ่งที่อยู่ในภาพมาเรียงนับดูจนครบทุกพิกเซลได้ ส่วน Copy คือ Never a Bit Missing เราก็เอาตัวนี้ส่งคานส์ ส่งครั้งแรกเลย แล้วตอนออฟฟิศรู้ว่าได้ Bronze คนแม่งเฮทั้งออฟฟิศ เฮทั้งตึก คนแม่ง งง ไอเหี้ย มีใครตายวะแบบนั้นเลย”

หลังได้คานส์ตัวแรกปีต่อมาพี่ปิ๊กก็ส่งงานอีก ได้ Shortlist มาอีก 1 “พี่ส่งคานส์ 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ Bronze ครั้งที่ 2 ได้ Shortlist เลย”

ผมขอสปอยล์ล่วงหน้าไว้ตั้งแต่บรรทัดนี้เลยว่า หลังจากนี้ ทุกครั้งที่พี่ปิ๊กส่งคานส์ ไม่มีสักครั้งที่กลับบ้านมือเปล่า…

THE TRAVELLER

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา หลังจากได้คานส์สองปีติด ชีวิตก็อยากติดปีก ลองหาโอกาสใหม่ๆ กับระดับโลก และจุดหมายแรกของพี่ปิ๊กคือเซี่ยงไฮ้

Fun Fact “รูปนี้คือไปเซี่ยงไฮ้แล้วคนจีนตั้งชื่อให้พี่ว่า “ช่าย เสิ่น ลี่” แปลว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันแรกที่พี่ไป แซ่ช่ายในจีนคือ แซ่ฉั้วของพี่ ได้ชื่อมาเพราะคนจีนถามว่าทำไมอยากมาเซี่ยงไฮ้ พี่บอกว่าอยากได้รางวัลระดับโลก

พี่ปิ๊กเล่าให้ผมฟังหลังจากผมสงสัยว่าภาษีจีนข้างหลังนั่นอ่านว่าอะไร

“คือตอนอยู่ J. Walter Thompson พี่ได้เจอพี่เอลวิส เป็นอาร์ตไดฯ ที่สิงคโปร์ แล้วมาโทรตามพี่ไปเซี่ยงไฮ้ พี่ก็เออ เอาเว้ยลองสักตั้ง จริงๆ ก่อนหน้าพี่ มีเอ๋ (นิ้วกลม) ไปแล้วก็ประสบความสำเร็จมากได้ Gold แรกของจีนด้วยแคมเปญ Adidas”

ครับ ใครอ่านมาถึงตรงนี้คงเดาทางตับล็อคของพี่ปิ๊กได้…

“แต่พี่ไป 2 ปีแรกเหมือนคนใบ้ พูดจีนก็ไม่ได้ งานก็ไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนมาพิตช์งาน Samsonite ได้แล้วเค้าขึ้นให้พี่เป็น Creative Director” ครั้งนี้หักมุมกว่าทุกครั้งครับผมบอกเลย

“ปี 2011 พี่มีโอกาสได้ส่งคานส์อีกครั้ง รอบนี้ส่งไป 2 งาน งานแรกเป็นกางเกงยีนส์ ชื่อ M Jeans แบรนด์จีนที่พูดถึง Sub Culture พี่ก็เอาผ้ายีนส์ไปปูลานสเก็ต แล้วให้คนมาเล่นให้มันเป็นรอย แล้วเอาผ้านี่แหละ ไปตัดเป็นกางเกงยีนส์ Limited Edition ตัวนี้ได้ Shortlist

Samsonite Heaven and Hell งานที่ยังไม่มีใครทำลายสถิติรางวัลเยอะที่สุดในโลกได้

“อีกตัวที่พี่ส่งคือ Samsonite Heaven and Hell ซึ่งเรื่องมันเริ่มอีกวันที่โทรศัพท์เข้ามาไม่หยุด รอบแรกได้ Gold สายแรกก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว สักพักเฮ้ย ได้ Gold Art Direction เฮ้ยสักพักไปจบที่ 4 Gold แล้วจบที่ Grand Prix หมวด Press แล้วแถมด้วย Silver ใน Illustration

“มันคือที่สุดของที่สุดสำหรับคนทำงานครีเอทีฟแล้วละพี่” ผมพูดหลังฟังจบ

“คือได้ครบทุกแคทฯ ที่ส่ง พี่ส่งเมื่อไหร่ต้องได้ 100%” พี่ปิ๊กเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้โอ้อวดอะไร แต่คนฟังอย่างผมใจเต้นจนอยากฟังต่อ

“แล้วงาน Samsonite Heaven and Hell ได้ Yellow Pencil 3 แท่งจาก D&AD คือได้ 3 แท่งในงานเดียว มันไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน” พี่ปิ๊กเล่าต่อเหมือนรู้ว่าผมรออะไรที่มันพีคขึ้นไปอีกอยู่

From Maradona to Messi

ปี 2009 ที่โรงแรม Mirasierra Suites กรุงมาดริด ในงานมอบรางวัล Trofeo Di Stéfano ครั้งที่ 2 เมสซี่ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากมือของตำนานอย่างมาราโดน่า คุณลองคิดดูสิครับว่ามันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน

แล้วถัดไปอีกเพียงไม่กี่ปี ปี 2013 เด็กชายที่เป็น Playmaker เพราะมาราโดน่า ก็ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เมสซี่ในปี 2009 เลย

“พอปี 2011 ได้รางวัลขนาดนั้นชื่อมันก็ขายได้ เค้าก็เอาชื่อเราไปขายก็ต้องทำงานเยอะไปหมด 2012 บริษัทบอกอยากให้ส่งคานส์ พี่ก็คิดว่างานปีนี้มันยังไม่ดีพอเลยต่อรองว่าถ้าอยากส่งจริงๆ ขอโฟกัสงานปีนี้ให้จบ แล้วปีหน้าค่อยทำงานส่งกัน บังเอิญว่าปี 2013 Samsonite มาบรีฟกระเป๋าเด็กพอดีก็เลยเลือกงานนี้แหละที่จะส่ง ความพีคมันคือเป็นปีที่ครบรอบ 60 ปีคานส์พอดี และคนที่เป็น Head of Judge ของสาขา Press คือ Marcello Serpa แม่งโคตรยาก”

ถ้าใครกำลังคาดหวังว่าจะเจอมุกเดิมๆ ผมขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

งานพี่ได้ Gold เว้ย! แล้วพี่ต้องขึ้นไปรับรางวัลกับ Marcello Serpa ตัวเป็นๆ ตื่นเต้นเชี่ยๆ นี่เรากำลังไปรับ Gold กับมือไอดอลของเราเองเลยนะเว้ย!

“ตอนถ่ายรูปกับ Serpa มือสั่นจนภาพเบลอ ใช้ iPhone 5 ถ่ายแล้วออกมาไม่ได้เรื่อง คือตื่นเต้นเชี่ยๆ รูปแม่งออกมามองแทบไม่ออกว่าเป็นใคร” พี่ปิ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ 

จากนักบอลสู่ครีเอทีฟด้วยงานของ Marcello Serpa จนถึงวันที่งานของตัวเองได้รับ Gold จากมือของ Marcello Serpa ผมคิดว่าความยิ่งใหญ่นี้มันไม่แพ้ปี 2009 ของเมสซี่ที่ผมเล่าไปตอนต้นแน่นอน

ปีเดียวกัน พี่ปิ๊กได้ Gold อีกงาน สาขา Art Direction ทำให้พี่ปิ๊กเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ 2 Gold จาก Art Direction

ครับ แต่พี่ปิ๊กไม่เคยเรียนอาร์ตเลยในชีวิต…

Electric Translator งานที่ Underrated ที่สุดในชีวิต

“จริงๆ ปีนั้นยังไม่จบนะ อีกวันไปได้ Silver จาก Samsonite อีกนั่นแหละ เป็น Packaging Design ชื่อ The Electric Translator ไอเดียคือเอาปลั๊กแต่ละชาติอะมันจะเหมือนหน้า เราก็ใส่ภาษาของชาตินั้นๆ ไป แล้วและงานนี้ได้ Graphite Pencil ที่ D&AD”

ผมนับในหัวเล่นๆ รางวัลครีเอทีฟทั้งหลาย เหลือแค่ดินสอดำแท่งเดียวที่พี่ปิ๊กยังไม่เคยได้

THE STORYTELLER

ปี 2013 พี่ปิ๊กไม่ได้แค่รางวัลกับมา แต่ได้เปิดโลกว่าเอเจนซี่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปในยุคใหม่ “คือปีนั้นพี่ก็ไปเดินเล่นที่คานส์ สิ่งที่พี่สนุกคือไปเห็นชื่อเอเจนซี่แปลกๆ เต็มไปหมดเลย แบบไอเชี่ยมันคืออะไรวะ แต่ละชื่อ จนเข้าไปดูเข้าไปทำความรู้จักก็อ๋อ มันคือ Specialist Agency ในใจเราก็คิด ถ้าเราจะทำแบบนี้เอเจนซี่มันจะชื่ออะไรวะ “Storyteller” คือชื่อที่นึกออกวันนั้น”

หลังจากปีนั้นพี่ปิ๊กก็อิ่มตัวกับเซี่ยงไฮ้ อยากกลับไทย เลยเลือกกลับมาเป็น ECD ที่ J. Walter Thompson แต่ความคิดเรื่อง “Storyteller” ก็ไม่เคยหายไป จนสุดท้ายก็จับมือกันออกมาตั้ง “Storyteller” เป็นเอเจนซี่จริงๆ ตอนปลายปี 2014 และเป็น Specialist Agency แรกๆ และอยู่รันวงการในประเทศไทยมานับ 10 ปี

THE CRAZY ONE

งาน 2 ชิ้นที่เปลี่ยนชีวิตพี่ปิ๊ก งานแรกพี่ปิ๊กได้ไปรับ Gold กับมือไอดอลมาแล้ว ในวันที่ตัดสินใจหยุดพักกับ Storyteller เค้าก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์งานชิ้นที่ 2 ที่เปลี่ยนชีวิตของเค้าเอง Apple

พี่ปิ๊กได้ไปเป็น Creative Director SEA ที่ TBWA\Media Arts Lab ดูแลงานใน Apple Sounth East Asia แต่ด้วยความที่เซ็นสัญญารักษาความลับที่ขึ้นชื่อว่าแน่นหนาที่สุดในโลกของ Apple เรื่องราวของ Apple เลยต้องจบลงตรงบรรทัดนี้

แต่แค่ได้เห็นเส้นทางจากจุดเริ่มต้นจากงาน 2 ชิ้น สู่การพิชิตฝัน 2 ครั้งในหนึ่งชีวิตมันก็สุดยอดแล้วละครับ

THE SOLOPRENEUR

หลายครั้งคนเรามีเป้าหมาย พอถึงเป้าแล้วอาจจะหมดสนุก ผมคิดว่าพี่ปิ๊กก็อาจจะแบบนั้น รางวัลก็ได้มาหมด แบรนด์ที่อยากทำก็ได้ทำ แล้วก้าวต่อไปของเค้าคืออะไร ผมเห็นแบรนด์ R Creative Consulting ของพี่ปิ๊กมาสักพักคิดว่านี่น่าจะเป็นสถานีต่อไป พี่ปิ๊กไม่รอให้ผมถามแต่เล่าต่อให้ฟังแบบไม่คาดฝัน

“ไปอยู่สิงคโปร์สักพักก็เริ่มคิดถึงประเทศไทย อยากกลับแล้วเป็นช่วงที่ AI เพิ่งมา มันดูเป็น opportunity ของโลกการทำงาน ที่เหมาะกับวัยและประสบการณ์ อีกอย่าง Role ของงานที่ Apple มันค่อนข้างจำกัด Vision และ Wisdom คือการมองไกลและใช้ปัญญานำทางของเราด้วย 

สิ่งหนึ่งที่ AI มันแทนไม่ได้จริงๆ คือประสบการณ์ของ “มนุษย์” นี่แหละ ก็เริ่มหาว่าเราจะสร้าง Value โดยการขายประสบการณ์ของตัวเองให้กับแบรนด์ยังไง”

“แล้วก็มาจบที่การวาง Position ตัวเองให้เป็น The outsider on the inside คือเออเราก็ไม่ได้ไปเป็นพนักงานของแบรนด์นั้นตรงๆ แต่เราจะเป็นคนนอกที่เข้าใจแบรนด์อย่างลึกซึ้ง”

เล่ามาถึงตรงนี้ชีวิตพี่ปิ๊กเรียบง่ายขึ้นเยอะ ผมขอเรียกเค้าว่าผู้ชายขายเวลา คือด้วยประสบการณ์และวัยที่ถึงจุดนึงไม่ได้ต้องการทุ่มชีวิตทั้งหมดไปกับความฝันยิ่งใหญ่ แต่ยังมีคุณค่าอยู่ในทุกสิ่งที่ทำ การเลือกนำประสบการณ์ทั้งหมดมาเป็น SOLOPRENEUR ที่ใช้ Creativity ในการช่วยแบรนด์ก็ดูจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกับผู้ชายคนนี้จริงๆ เพราะเค้าน่าจะเป็น “คนแรก” ที่ลงมือทำสิ่งนี้จริงจังในประเทศไทย

ผมนึกย้อนกลับไปถึงวันที่พี่ปิ๊กโทรหาพ่อ “ถ้าปิ๊กหนีครั้งแรก ปิ๊กต้องหนีไปเรื่อยๆ” ผมว่าตอนนี้พี่ปิ๊กยังหนีอยู่แต่หนีจากตัวตนและความสำเร็จเดิมๆ และพาตัวเองไปสู่เส้นทางใหม่ๆ ในทุกวัน

เหมือนที่เค้าเคยหนีจากการเป็นนักฟุตบอล มากลายเป็น ART DIRECTOR อันดับ 5 ของโลก อันดับ 3 ของ ASIA และ CREATIVE DIRECTOR อันดับ 8 ของโลก และมีงานที่ยังไม่มีใครล้มแชมป์รางวัลเยอะที่สุดในโลกได้

จากที่อยากรู้ว่าโตมายังไง ตอนนี้ผมอยากรู้มากกว่าว่าพี่ปิ๊กจะหนีไปอีกไกลแค่ไหนจากจุดเริ่มต้นของตัวเอง

รับบทความใหม่ทางอีเมล

ส่งอาทิตย์ละครั้ง ไม่มีสแปม ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

Achira
นักการตลาดที่เชื่อในพลังของตัวหนังสือ เขียนเล่าเรื่องงานจริงและชีวิตระหว่างทางที่นี่